โรคปากและเท้าเปื่อย อาการ การป้องกัน แนวทางกันรักษา | Foot and Mouth Disease Virus



สวัสดีครับ พบกันอีกเช่นเคยกับ ดลรวี ภัทรกุลพิมล อาสาปศุสัตว์ดีเด่น ระดับจังหวัดกรุงเทพมหานคร นะครับ ในฐานะที่ผมเป็นอาสาปศุสัตว์ ในบทความนี้ผมจะมาให้ความรู้ในเรื่องของโรคสุดฮิด  ยอดฮิตในวงการปศุสัตว์บ้านเราเลยทีเดียว นั้นก็คือโรคปากและเท้าเปื่อย หรือเรียกว่า Foot and Mouth Disease Virus  นั่นเองนะครับ ครั้งนี้ผมจะมาอธิบายเกี่ยว กับ อาการ การป้องกัน และแนวทางการรักษา เพื่อให้ความรู้กับเกษตกร เพื่อรู้เท่าทันภัยที่มาจากโรคนี้นะครับ แต่โรคนี้เป็นโรคระบาดในสัตว์ ถึงแม้ว่าตามหลักการแล้วโรคนี้สามารถติดต่อสู่คนได้ทางผิวหนังที่มีบาดแผล ซึ่งจะติดต่อโดยตรงทางเยื่อบุเมือก หากโรคนี้ติดต่อสู่คนในทางหลักการแล้วจะไม่รุนแรงอะไรมากนะครับ ไม่ถึงขั้นเสียชีวิต เพราะฉะนั้น ไม่ต้องตื่นตระหนก ตกใจอะไร  ถึงกระนั้นก็ไม่ควรประมาทเช่นกันนะครับ เพียงแต่โรคนี้เป็นโรคระบาดในสัตว์ เป็นเชื้อไวรัส ที่ติดต่อกันได้ทางอากาศ สารคัดหลั่ง ที่จะทำให้เกิดความสูญเสียในวงการปศุสัตว์ สร้างความสูญเสียให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และระบบเศรฐกิจ ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ทั้งในระดับ จุลภาค และ มหภาค โดยรวมนะครับ มีผลต่อการส่งออก เพราะฉะนั้นเราต้องรู้เท่าทันและป้องกัน ล่วงหน้านะครับ เพื่อลดการสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น เราต้องเข้าใจก่อนนะครับว่าโรคนี้นะครับไม่สามารถทำให้สัตว์เสียชีวิตได้ แต่ที่สัตว์อาจเสียชีวิตหลังจากติดโรคนี้นั้นเกิดจาก โรคแทรกซ้อน ที่มีอาการหลังจากที่สัตว์ติดเชื่อโรคปากและเท้าเปื่อยไปแล้ว 2-8 วันนะครับ เพราะฉะนั้นเราต้องรักษาตามอาการที่สัตว์เป็นนะครับ เพราะโรคนี้คือเชื้อไวรัส ไม่มียารักษา แล้วเชื่อจะตายหายไปเองเราเพียงแต่ป้องกันโดยฉีดวัคซีน และรักษาตามอาการโรคแทรกซ้อนเท่านั้น ถึงกระนั้น โรคนี้สร้างความเสียหายต่อระบบเศรฐกิจในวงกว้างได้ หากมีการระบาดมากขึ้น เพราะฉะนั้น ในฐานะที่ผมเป็นอาสาปศุสัตว์นะครับ ผมอยากจะขอขอความร่วมือ ร่วมรณรงค์ ให้ผู้เลี้ยงสัตว์กีบคู่ของเกษตรกรทุกท่าน  ให้มีการฉีดวัคซีนกันโรคปากและเท้าเปื่อยกันอย่างทั่วถึงนะครับ เพื่อลดความสูญเสียในวงการปศุสัตว์ในวงกว้างนะครับ เพราะทางกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยตัวนี้บริการให้กับเกษตรกรอยู่แล้วนะครับ... มาถึงตรงนี้เรามาทำความรู้จักกับโรคปากและเท้าเปื่อยนี้กันเลยดีกว่านะครับ

ชมคลิปวีดีโอการบรรยายเกี่ยวกับ โรคปากและเท้าเปื่อย คลิ้กที่นี่


โรคปากและเท้าเปื่อยคืออะไร และเกิดจากอะไร 

โรคปากและเท้าเปื่อย หรือเรียกว่า Foot and Mouth Disease Virus หรือที่ทุกคนเรียกกันคือ “โรค FMD” หรือ “โรคกีบ”  นั้นเองนะครับ โรคนี้คือโรคอุบัติซ้ำ เป็นโรคที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เกิดจากเชื้อไวรัส เอฟ เอ็ม ดี (FMD) เป็นโรคระบาดอย่างรวดเร็วในกลุ่มสัตว์กีบคู่ โค กระบือ แพะ แกะ กวาง  อูฐ  สุกร และ สัตว์ชนิดอื่นๆ เช่นช้าง เป็นต้น (ยกเว้นม้า) และเชื้อไวรัสโรคปากและเท้าเปื่อยมีทั้งหมด 7 ไทป์ (serotype) ได้แก่ โอ(O)เอ (A)ซี (C)เอเชียวัน (Asia1)แซทวัน (SAT1) แซททู (SAT2)และแซททรี (SAT3)ในประเทศไทยเคยพบระบาดอยู่ 3 ไทป์คือ โอ เอ และเอเชียวันนะครับ ทั้งนี้ไวรัสแต่ละชนิดยังแบ่งเป็นไทป์ย่อย (subtype) รวมทั้งหมด 64 ไทป์ย่อย คือ ไทป์โอมี 11ไทป์ย่อย ไทป์เอมี 32ไทป์ย่อย  ไทป์ซีมี 5ไทป์ย่อย  ไทป์เอเชียวันมี 3ไทป์ย่อย ไทป์แซทวันมี 6ไทป์ย่อย ไทป์แซททูมี 3ไทป์ย่อย  และไทป์แซททรีมี 4ไทป์ย่อย และ  ทั้งนี้เชื้อไวรัสแต่ละชนิดที่เป็นสาเหตุของ โรคปากและเท้าเปื่อยนั้นจะไม่มีภูมิคุ้มกันโรค ซึ่งกันละกัน เพราะฉะนั้น สัตว์ที่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคเฉพาะ O จะสามารถเกิดโรคที่เกิด จาก A และ ASIA1 ได้นะครับ... และทั้งนี้ยังไม่พบการระบาดของ ASIA1 ในประเทศไทยมาตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2541 จนกระทั่งทุกวันนี้...เข้าใจกันง่ายๆก็คือมีการระบาดอยู่ เพียง O และ A ส่วน ASIA1 พบระบาดครั้งล่าสุดเมื่ดต้นปี 2541 นั้นเองนะครับ...และยังไม่พบ ASIA1 ระบาดมาจนถึงทุกวันนี้... ด้วยเหตุที่โรคFMD เป็นโรคที่ติดต่อง่าย ระบาดรวดเร็ว และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากในวงกว้าง รวมทั้งยังส่งผลถึงการค้าระหว่างประเทศ องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศจึงกำหนดให้โรคนี้อยู่ในบัญชีโรคระบาดสัตว์บกทั้งนี้ประเทศไทยได้ประกาศให้โรคFMD โรคปากและเท้าเปื่อย เป็นโรคระบาดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2499 นะครับ  *** (และมีฉบับที่เแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ. 2542)***


สัตว์ที่ติดเชื้อโรคปากและเท้าเปื่อยมีอาการอย่างไร?

สัตว์ติดเชื้อโรคปากและเท้าเปื่อย หรือเรียกว่า Foot and Mouth Disease Virus จะมีการแสดงอาการความรุนแรงแตกต่างกันขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานโรค ความแข็งแรงของตัวสัตว์ และปริมาณเชื้อโรค  และมีอาการ ซึม ไข้สูง นํ้าลายไหล มีเม็ดตุ่มใสพุพอง เกิดขึ้นภายในปาก ลิ้นเหงือก เพดานปาก ข้างแก้ม ซอกกีบ ต่อมาเม็ดตุ่มจะแตกเป็นแผล สัตว์จะแสดงอาการขาเจ็บ เดินกระเผลก นํ้าลายไหลมากขึ้น มีแผลในปาก ลิ้น เท้า และหัวนม มีไข้สูง ซูบผอม เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ในสัตว์ที่กำลังให้นม น้ำนมจะลด ทั้งนี้อาการในสัตว์ป่วย จะมีตั้งแต่สัตว์ป่วยไม่แสดงอาการ และแสดงอาการเพียงเล็กน้อย จนถึงแสดงอาการรุนแรง โดยอาการของโรค ในระยะแรก หลังจากได้รับเชื้ อไวรัสปากและเท้าเปื่อย 2 - 8 วัน สัตว์จะมีไข้ ซึม เบื่ออาหาร เกิดเม็ดตุ่มใสที่เยือบุภายในช่องปาก หรือลิ้ น หรือ เหงือก หลังจากนั้ นตุ่มใสจะแตก และเนื้ อเยื่อจะลอก ทําให้สัตว์เจ็บปาก กินอาหารลําบาก จนกระทั้งกินอาหารไม่ได้ในระยะที่สอง เชื้ อจะเข้าสู่กระแสโลหิต และกระจายไปทั่วร่างกายผิวหนังที่เท้าจะบวมแต่ง มีน้ำเหลืองขังอยู่ภายใน แล้วแตกออกเป็นแผลมักพบบริเวณไรกีบหรือซอกกีบ ซึ่งอาจเปื่อย ลอกคราบ และอาจทําให้ขาสัตว์เสียได้ นอกจากนั้นหากเกิดในโคนม จะทําให้อัตราการให้นมลดลง และจะหยุดให้นมในที่สุดหากเกิดในโคเนื้ อและสุกร จะทําให้สัตว์น้ำหนักลด มีผลให้เกษตรกรสูญเสียทั้ งเงินและเวลาในการเลี้ยง และหากเกิดในสัตว์ทีกําลังท้องอาจทําให้สัตว์เกิดการแท้ง และมีปัญหาการผสมไม่ติดได้...


โรคปากและเท้าเปื่อยมีอยู่ที่ไหนบ้างและติดต่อได้อย่างไร?

เส้นทางการได้รับเชื้อโรคนี้จะได้รับจากการกินอาหารหรือนํ้าที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่ การหายใจ เอาเชื้อที่ปะปนอยู่ในอากาศเข้าไป สัตว์ที่เป็นโรคจะขับเชื้อไวรัส จากเม็ดตุ่มนํ้าใส นํ้าลาย มูลสัตว์การเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ที่เป็นโรคเข้าฟาร์ม หรือเลี้ยงใกล้ๆยานพาหนะ คน อุปกรณ์ ของใช้ เช่นถังนม รองเท้าบู้ท เสื้อผ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปนเปื้อนจากรถและคนที่มีการเข้าฟาร์มหลายแห่งและไม่มีการฆ่าเชื้อโรค ซึ่งจากการสอบสวนโรคในหลายครั้งพบว่ามีสาเหตุจาก มีรถรับซื้อสัตว์เข้าฟาร์ม และเริ่มมีปัญหาในสัตว์กลุ่มที่อยู่บริเวณนั้นตามมานั่นเอง


การติดต่อของโรคระหว่างสัตว์ด้วยกัน?

โรคนี้ สามารถติดต่อจากสัตว์สู่สัตว์ได้ ทั้ง ทางตรงและทางอ้อม อีกทัง ยังแพร่ระบาด ได้อย่าง รวดเร็วและกว้างขวาง โดยเฉพาะกับสัตว์ ที่ไม่มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรค จะติดโรคจากสัตว์ที่ป่วยได้โดยง่าย การติดต่อของโรคสามารถเกิดขึ้น ได้ 2 ทาง คือ

1. การได้รับเชื้อ ที่ปนเปื อนมากับยานพาหนะ ทีใช้ในการบรรทุกสัตว์ คน เสื้อ ผ้า รองเท้า สัตว์เลี้ย ง อาหาร หรือ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รวมทั้ง เครื่องมือเครื่องใช้ภายในคอกสัตว์

2. การสัมผัสจากสัตว์ป่วยโดยตรง สารคัดหลั่ง หรือ สิ่งขับถ่ายจากสัตว์ป่วย เช่น  น้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระ ของเหลวจากตุ่มใส สัตว์ป่วยสามารถขับไวรัสออกมา ได้แม้จะไม่แสดงอาการป่วยหรือ อยู่ในระยะฟัก ตัวของโรค สำหรับสัตว์ที่มีการฉีดวัคซีน ป้องกันไว้แล้วเมื่อไวรัสติดเข้าไป จะไม่มีผลทำให้สัตว์แสดงอาการของโรค แต่สัตว์ตัวนั้น จะมีเชื้อ อยู่ในตัว ซึ่งหมายถึงว่าสัตว์ตัวนั hนจะเป็นพาหะของโรคได้นั้นเอง..

สิ่งแวดล้อมในพื้นที่เช่นการนํานํ้าจากแหล่งนํ้าสาธารณะ โดยโรคจะพบการะบาดของโรคปากและเท้าเปื่อยไปตามเส้นทางของลําคลองจากต้นนํ้าไปปลายนํ้า เนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่ต้นนํ้ามีโรคและปล่อยนํ้าล้างโรงเรือนลงคลองและมีฟาร์มอื่นๆสูบนํ้าจากคลองมาใช้ เชื้อโรคจะแพร่จากที่หนึ่งไปกับสัตว์ที่ถูกเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง รถบรรทุกสัตว์ คนเลี้ยงสัตว์ หรือพ่อค้า คนสัมผัสกับสัตว์ป่วย อุปกรณ์ที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์ป่วย ลมธรรมชาติสามารถพัดพาเชื้อโรคได้ไกลไปได้ถึง 10 กิโลเมตร เลยทีเดียวนะครับ...


โคกระบือ แพะแกะ ยกเว้นสุกร เมื่อหายป่วยจะเป็นตัวอมโรค โดยเชื้อโรคจะอยู่ได้นานกว่า 2 ปี ส่วนในแกะ เชื่อโรคจะอยู่ได้นานประมาณ 9 เดือน และสามารถแพร่เชื้อโรคที่มีอยู่ไปยังสัตว์ตัวอื่นได้

โรคปากและเท้าเปื่อยรักษาได้ไหม?
ไม่มีการรักษาโรคนี้ยกเว้นการรักษาตามอาการเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนนะครับ


การป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย ทําได้อย่างไร?

ป้องกันโรคเข้าฟาร์มโดย...งดการนําสัตว์เข้าเลี้ยงใหม่จากที่ไม่ทราบแหล่งที่มา หรือจากพื้นที่ที่มีโรคระบาดห้ามบุคคลภายนอกเข้าฟาร์มโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่คอกเลี้ยงและโรงรีดนมห้ามยานพาหนะเข้าฟาร์ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถที่มีการเข้าฟาร์มหลายแห่ง เช่นรถขนมูลสัตว์ รถรับซื้อสัตว์ รถขนฟาง รถขนอาหาร เป็นต้นเลือกซื้ออาหารจากแหล่งที่เชื้อถือได้ว่าไม่มีโรคปากและเท้าเปื่อยระบาดทําความสะอาดและทําลายเชื้อโรคที่โรงเรือน ถังนมและอุปกรณ์ต่างๆ.

การสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้สัตว์ ทําได้อย่างไร?

ฉีดวัคซีนโรคปากและเท้าเปื่อย หรือเรียกว่า วัคซีน FMD ครั้งแรก ตั้งแต่อายุ 4–6 เดือน ฉีดกระตุ้นซํ้าภายหลังจากฉีดครั้งแรก 3–4 สัปดาห์ หลังจากนั้นฉีดวัคซีนตามรอบทุก 4-6 เดือนทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินโครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย ในโค กระบือ แพะ แกะ ปีละ 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 ระหว่าง เดือน ธันวาคม - มกราคม ครั้งที่ 2 ระหว่างเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม


และกรมปศุสัตว์ สามารถผลิตวัคซีนป้องกันโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสทั้ง 3 ชนิด คือ ชนิดโอ ชนิดเอ และชนิดเอเชียวัน วัคซีนที่ผลิตมี 2 แบบคือ

วัคซีนเดี่ยว : วัคซีนที่ผลิตจากเชื้อชนิดเดียว ซึ่งสามารถป้องกันโรคได้เฉพาะโรคที่เกิดจากเชื้อชนิดเดียวกันเท่านั้น

วัคซีนรวม : วัคซีนที่ผลิตจากเชื้อทั้งสามชนิดรวมกัน จะสมารถป้องกันโรคที่เกิดจากเชื้อทั้งสามชนิด


โรคนี้ทําให้เกิดผลเสียหายอย่างไร?

โดยทั่วไปโรคปากและเท้าเปื่อยไม่ทําให้สัตว์ตาย ยกเว้นในลูกสัตว์ขนาดเล็กที่อาจเสียชีวิตได้และในสัตว์ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกัน จะแสดงอาการรุนแรงต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูสุขภาพนานมากสัตว์บางตัวอาจไม่สามารถกลับมามีผลผลิตได้เหมือนเดิม ทั้งนี้ สัตว์จะมีอาการสูบผอม น้ำหนักลด ไม่แข็งแรง ใช้งานไม่ได้ น้ำนมลด ส่งเนื้อและผลิตภัณฑ์ออกต่างประเทศไม่ได้ ทำให้สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมเลยทีเดียวนะครับ


การควบคุมและป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยในประเทศไทย

1.การเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา  
2.การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน โรคปากและเท้าเปื่อย โดยการฉีดวัคซีน อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
3.การควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์
4.การทําลายสัตว์ป่วย

-กรณีที่เกิดโรคปากและเท้าเปื่อย ขึ้ นในพื้ นที่ที่ประกาศเป็นเขตปลอดโรคแล้ว ให้ทําลาย 100 เปอร์เซ็นต์ทันที 

-กรณีทีเกิดโรคปากและเท้าเปื่อยขึ้ นในพื้ นทีทียังไม่ได้มีการประกาศเป็นเขตปลอดโรค ให้ทําลายเฉพาะกรณี โดยเฉพาะที่ทําลายแล้วสามารถควบคุมโรคได้

-กรณีทีตรวจพบโรคในสัตว์ที่คลือนย้ายไปต่างท้องทีการทําลายสัตว์ป่วยตามระเบียบที่กรมปศุสัตว์กําหนด สามารถชดใช้เงินให้แก่เจ้าของสัตว์ไม่เกิน 75% ของราคาสัตว์ในท้องตลาดขณะนั้ นตามกฎกระทรวง ฉบับที 2 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2499 ยกเว้นกรณีเจ้าของสัตว์จงใจกระทําผิด


ทําลายเชื้อโรคปากและเท้าเปื่อยได้อย่างไร?

การล้างสิ่งสกปรก... (ดิน เศษอาหาร)ใช้นํ้าสะอาดล้างพื้นผิว หรืออุปกรณ์ต่างๆก่อนที่จะใช้ยาฆ่าเชื้อในลําดับต่อไปการทําลายเชื้อโรค...ต้องทําให้พื้นผิวหรืออุปกรณ์ที่จะทําลายเชื้อโรคเปียกชุ่มไปด้วยนํ้ายาโดยต้องให้นํ้ายาฆ่าเชื้อมีเวลาทําปฏิกิริยาอย่างน้อย15-30 นาที ตามที่ระบุโดยในการเลือกใช้ให้คํานึงถึงความเหมาะสมกับวัสดุ อุปกรณ์ เช่นโซเดียมไฮโปคลอไรท์ (นํ้ายาซักผ้าขาว 1 ขวด ต่อนํ้า 2 ขวด ระยะเวลาสัมผัส 30 นาที )โซดาไฟ โซเดียมคาร์บอเนต 2%หรือยาฆ่าเชื้อโรคอื่นๆ เช่น กลูตาราลดีไฮด์ ใช้ตามคําแนะนําข้างขวด



ข้อควรระวัง ในกรณีที่มีการระบาดแบบ ไทป์ O ต้องฉีดวัคซีนโรคปากและเท้าเปื่อยชนิดไทป์โอ โมโนวาเลนท์

เนื่องจากในประเทศมีการระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อยชนิดโอในหลายพื้นที่ และวัคซีนโรคปากและเท้าเปื่อยชนิดไตรวาเลนท์ (โอ เอ และเอเชียวัน) มีข้อจํากัดคือ คุณสมบัติของวัคซีนไทป์โอแตกตัวง่ายเมื่อเปรียบเทียบกับเอ และเอชียวัน ซึ่งส่งผลให้ระดับภูมิคุ้มกันโรคชนิดโอไม่สูงเท่าที่ควรดังนั้นในภาวะที่มีปัญหาการระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อยชนิดโอ ปริมาณมากๆ จึงมีความจําเป็นต้องใช้วัคซีนโรคปากและเท้าเปื่อยชนิดโอโมโนวาเลนท์ เพื่อเร่งให้ภูมิคุ้มกันสูง และสามารถป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยชนิดโอที่มีการระบาดอยู่ในขณะนี้ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


ข้อควรระวัง ทําไมฉีดวัคซีนเป็นประจําตามรอบแล้วยังเกิดโรค ??

ความคุ้มโรคของวัคซีนไม่สามารถคุ้มโรคได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคปากและเท้าเปื่อย ขึ้นกับปัจจัยหลายประการ เช่น สัตว์ต้องมีสุขภาพแข็งแรง ไม่เครียดและหากพื้นที่ใดมีเชื้อไวรัสอยู่ในพื้นที่เป็นปริมาณมาก เช่น มีการนําเชื้อไวรัสเข้าฟาร์ม เมื่อภูมิคุ้มกันที่ตัวสัตว์จะไม่สูงพอทําให้มีโอกาสเกิดโรคได้แต่อาการและความเสียหายจะไม่รุนแรง เมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนนะครับ


วัคซีนโรคปากและเท้าเปื่อยที่ใช้ในขณะนี้มีแบบไหนบ้าง?

วัคซีน สําหรับ โค กระบือ แพะ แกะ กรมปศุสัตว์ได้ผลิตวัคซีน เป็นวัคซีนเชื้อตายชนิดนํ้า (aqueous vaccine) ผลิตจากเชื้อไวรัสโรคปากและเท้าเปื่อยซึ่งขณะนี้มี 2 แบบ คือ ไบวาเลนท์หรือรวม 2 ไทป์ (O และ A) และ O โมโนวาเลนท์ วัคซีน สําหรับ สุกรเป็นวัคซีนเชื้อตายชนิดนํ้ามันผลิตจากเชื้อไวรัสโรคปากและเท้าเปื่อย


แจ้งข่าวสัตว์ป่วยได้ที่ไหน?

สํานักงานปศุสัตว์อําเภอ
สํานักงานปศุสัตว์เขต
สํานักงานปศุสัตว์พื้นที่
สํานักงานปศุสัตว์จังหวัด


ค่าบริการรักษาสัตว์ป่วยเท่าไหร่?

เมื่อเกิดโรคขึ้นกับสัตว์เลี้ยงของเกษตรกร
และมีการแจ้งการเกิดโรคทางรัฐจะดําเนินการควบคุมโรคไม่ให้แพร่ระบาด
โดยเป็นบริการที่ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ

กล่าวสรุปกันแบบง่ายๆก็คือ บ้านเมืองเราพบการระบาดของโรค ทุกๆปี มากน้อยต่างกันไปแต่ละปี แต่พบการระบาดทุกปีในต่างๆพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาว เพราะฉะนั้นเกษตรกรควรให้ความาคัญในการป้องกันโรคนี้โดยการฉีดวัคซีน ตามระบบของกรมปศุสัตว์แนะนำนะครับ เพื่อลดการสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ถึงตรงนี้คงจะเข้าใจเกี่ยวกับโรคปากและเท้าเปื่อนกันแล้วนะครับไม่มากก็น้อย และหวังว่าคลิปนี้จะมีประโยชน์กับเกษตรกรทั้งมือใหม่และมือเก่ากันทุกๆท่านนะครับ สำหรับท่านใดเห็นว่า บทความ นี้มีประโยชน์สามารถกดแชร์ และส่งต่อๆ กันไป ได้นะครับ ผมไม่หวงนะครับสามารถแชร์ได้เพื่อเป็นวิทยทาน แหล่งความรู้ให้กับคนทั่วไปเข้าใจนะครับ ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่เจ็บไม่ไข้ เงินทองไหลมาเทมากันทุกๆท่านนะครับ สำหรับบทความนี้ผมขอตัวลาไปก่อนพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปของผมนะครับ อย่าลืม กดไล กดแชร์ กด ติดตามกันด้วยนะครับ สวัสดีครับ ..



ดลรวี ภัทรกุลพิมล
อาสาปศุสัตว์ดีด่น ระดับจังหวัดกรุงเทพมหานคร
Website : https://www.anragon.com/
Facebook : https://www.Facebook.com/LivestockNJ
Youtube :  https://goo.gl/F6d8A4


โรคอุบัติใหม่ ระบาดครั้งแรกในเมืองไทย ม้าติดเชื้อโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า ที่เรียกว่า African Horse sickness



สวัสดีครับ พบกันอีกเช่นเคย กับผม ดลรวี ภัทรกุลพิมล อาสาปศุสัตว์ดีด่น ระดับจังหวัดกรุงเทพมหานคร นะครับ สำหรับบทความนี้เป็นบทความประกอบคลิปนะครับ (ชมคลิปประกอบ คลิ๊กที่นี่ https://youtu.be/kcz86OHS9lQ ) เหตุผลที่ผมทำบทความและคลิปที่ผมทำขึ้นในช่วงนี้ เพราะว่ามีข่าวใหญ่ของการระบาดโรคสัตว์เกิดขึ้นครั้งใหม่ ซึ่งไม่เคยพบการระบาดในเมืองไทยมาก่อน ครั้งนี้เป็นการระบาดครั้งแรกในเมืองไทยของเรา นั้นก็คือ โรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า หรือที่เรียกกันว่า African Horse sickness หลายๆท่านคงทราบกันดีอยู่แล้วนะครับ ว่ามีการระบาดในม้า ล้มตายกันหลายสิบตัว  ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งพบการติดเชื่อไวรัสตัวนี้ในม้า วันที่ 24 มีนาคม 2563  พบการแสดงอาการของโรคในม้า วันที่ 25 มีนาคม 2563  และม้าเสียชีวิตจำนวนมากในวันที่ 25-26 มีนาคม 2563  ซึ่งถือว่าเป็นการติดเชื่อที่เร็ว ฉับพลันและรุ่นแรงมาก คือม้าได้รับเชื่อโรคจำนวนมากนั้นเอง ผมในฐานะ อาสาปศุสัตว์ ได้รับคำถามมามากในช่วงนี้ คงเพราะเป็นช่วงที่มีการระบาดของไวรัส COVID-19 ร่วมอยู่ด้วย และหลายท่านคงเกิดความวิตกกังวล ว่าเกี่ยวข้องกันไหม โรคนี้จะแพร่สู่คนหรือไม่ จะไปซ้ำเติมกับเหตุการทมี่เป็นอยู่หรือไม่


ผมขอตอบตรงนี้เลยนะครับว่าประเด็นม้าที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ล้มตายยืนยันว่าสถานการณ์การระบาดของโรคที่เกิดขึ้น “เป็นโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า “ไม่ใช่โรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน และไม่ใช่โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า2019 หรือ  COVID-19 นะครับ  มีคำยืนยันจากท่านอธิปดีกรมปศุสัตว์แล้วนะครับ ซึ่งผมจะมีคำแถลง และการให้สำภาษณ์สื่อมวลชนของท่านให้ชมกันในคลิปนี้ด้วยนะครับ เพื่อเป็นการยืนยัน และเพื่อความสบายใจของทุกท่านนะครับ จะได้ไม่ต้องวิตกกังลเกี่ยวโรคนี้..ก่อนอื่นเรามาทำเข้าใจกันให้มากขึ้นเรามาทำความรู้จักกับโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า - African Horse sickness นี้กันก่อนนะครับ ว่าคืออะไร...


สาเหตุ ของโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า - African Horse sickness
เกิดจากเชื้อไวรัส RNA ชนิดไม่มีเปลือกหุ้ม family Reoviridae  genus  Orbivirus เชื้อนี้ถูกยับยั้งได้ด้วยความร้อนมากกว่า 140F สารละลายฟอร์มาลิน Propriolactone อนุพันธ์ของ acetylethyleneimine หรือ การฉายรังสีและถูกทำลายได้ด้วยความเป็นกรดด่างที่ pH น้อยกว่า 6 หรือมากกว่า 12 นอกจากนี้สามารถใช้น้ำฆ่าเชื้อที่มีฤทธิ์เป็นกรดเช่น 2%กรดอะซิติก หรือ กรดซิตริก ในการฆ่าเชื้อโรคได้...


สัตว์ที่ไวต่อการเกิดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า - African Horse sickness
พบการระบาด ใน ม้า ลา ล่อ ม้าลาย อูฐ และสุนัข โดยมักทำให้ม้าและล่อแสดงอาการป่วยรุนแรงและตาย ส่วนในลาและม้าลายจะแสดงอาการแบบไม่รุนแรงทั้งนี้ไม่พบรายงานการติดต่อจากสัตว์สู่คน และพบการระบาดน้อย ใน อูฐ และสุนัข   มีระยะฟักตัวของโรคนี้ ประมาณ 2-21วัน


การระบาดของโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า - African Horse sickness
ก่อนหน้านี้ไม่มีรายงานการเกิดโรคนี้ในประเทศไทย แต่พบรายงานการเกิดโรคในทวีปแอฟริกา ตะวันออกกลาง ประเทศอียิปต์ สเปน โปรตุเกส โมร็อกโค ปากีสถาน และอินเดีย - ล่าสุดพบโรคนี้ระบาดในม้าของเมื่องไทย ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ในวันที่ 24 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา พบเป็นครั้งแรกในเมืองไทย


การติดต่อของโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า - African Horse sickness
1.จากการถูกแมลงกัด เช่น ตัวริ้น genusCulicoidesได้แก่ Culicoides  imicola และ Culicoides  bolitinosยุง และแมลงวันดูดเลือดใน genus Stomoxys และ Tabanus

2.สัตว์ที่กินเนื้อ สามารถติดโรคจากการกินเนื้อสัตว์ที่ติดเชื้อ


อาการของ โรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า - African Horse sickness

สัตว์ที่ติดเชื้อโรคกาฬโรคแอฟริกา จะแสดงอาการได้ 4 รูปแบบ คือ

1.แบบเฉียบพลันรุนแรง (peracute หรือ pulmonary form)
สัตว์จะมีไข้สูง และแสดงอาการทางระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง รูจมูกขยาย ยืดคอไปข้างหน้า หายใจลำบาก ไอ มีน้ำมูกเป็นฟองสีเหลืองขุ่น (frothy serofibrinous) สัตว์จะตายภายใน 2-3 ชั่วโมงหลังจากแสดงอาการ

2.แบบกึ่งเฉียบพลัน (subacuteedematousหรือ cardiac form)
สัตว์จะมีไข้สูงประมาณ 3-6 วัน หลังจากนั้นไข้จะลดลง และมีอาการบวมน้ำบริเวณขมับ (supraorbitalfossae) เปลือกตา แก้ม ริมฝีปาก ลิ้น บริเวณขากรรไกร คอ ไหล่ และหน้าอก แต่ไม่พบการบวมน้ำที่ส่วนล่างของลำตัว เช่น ขา นอกจากนี้จะมีอาการซึม เสียดท้อง มีจุดเลือดออกบริเวณลิ้น และ เยื่อบุตา สัตว์จะตายจากภาวะหัวใจล้มเหลว หากสัตว์หายป่วย อาการบวมน้ าจะลดลงใน 3-8 วัน

3.แบบเฉียบพลัน (acute หรือ mixed form)
สัตว์จะแสดงอาการทั้งทางระบบทางเดินหายใจ และมีภาวะบวมน้ำ

4.แบบไม่รุนแรง (horsesickness fever)
สัตว์จะมีไข้ประมาณ 3-8 วัน โดยไข้จะลดในตอนเช้าและมีไข้สูงในตอนบ่ายอาการอื่นๆที่อาจพบได้ คือ ซึม เบื่ออาหาร บวมน้ำบริเวณขมับ เยื่อเมือกมีจุดเลือดออก และหัวใจเต้นเร็ว สัตว์ที่ป่วยแบบไม่รุนแรงมักหายจากอาการป่วยได้

สรุปการพบร่องรอยของโรคจากการผ่าซากในกรณีการเกิดโรคแบบเฉียบพลันรุนแรง (peracute หรือ pulmonary form) พบการบวมน้ำของปอด และมีน้ำในช่องอก ส่วนการเกิดโรคแบบเฉียบพลัน มักพบของเหลวเป็นฟองตั้งแต่โพรงจมูกจนถึงปอด ต่อมน้ำเหลืองบริเวณช่องอกและช่องท้องขยายใหญ่และบวมน้ำ ในกรณีการเกิดโรคแบบกึ่งเฉียบพลัน (subacuteedematousหรือ cardiac form) พบการบวมน้ แบบวุ้น (yellow   gelatineous) แทรกในชั้นใต้ผิวหนัง และในกล้ามเนื้อบริเวณหัว คอ และไหล่ พบน้ าใน   เยื่อหุ้มหัวใจ (hydropericardium) และกล้ามเนื้อหัวใจมีจุดเลือดออก นอกจากนี้อาจพบการเกิดโรคในทางเดินอาหาร เช่น พบการบวมน้ำ และมีจุดเลือดออกของชั้นเยื่อบุลำไส้ใหญ่ (cecum)


การควบคุมและป้องกันโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า - African Horse sickness

1.ควรตรวจสุขภาพสัตว์เป็นประจำหากพบสัตว์ป่วยต้องแยกออกจากฝูง เพื่อป้องกันการเกิดโรค

2.กำจัดแมลงดูดเลือดที่เป็นพาหะของโรค หรือป้องกันไม่ให้แมลงดูดเลือดสามารถดูดเลือดสัตว์ได้ โดยการให้ม้าอยู่ในคอกที่ใช้มุ้ง หรือตาข่ายในการป้องกันแมลงดูดเลือดโดยเฉพาะในเวลาที่แมลงดังกล่าวออกหากิน เช่น ช่วงเวลาพลบค่ำ ถึงเช้ามืดหรือใช้ยาฆ่าแมลงที่เหมาะสมพ่นบริเวณคอกและตัวม้า

3.กรณีที่มีการระบาดของโรค ต้องมีการควบคุมเคลื่อนย้ายสัตว์เข้า-ออกบริเวณที่เกิดโรค

4.กรณีที่นำสัตว์ใหม่เข้าฝูง ควรกักไว้อย่างน้อย 1 เดือน เพื่อตรวจร่างกายและสังเกตอาการป่วย

5.ทำความสะอาดคอก บริเวณที่เลี้ยงสัตว์ และอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค


หมายเหตุ : ในคลิปจะมีคลิปคำแถลงของท่านอธิปดีกรมปศุสัตว์ และการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนนะครับ เพื่อเป็นคำยืนยัน และเพื่อคว่ามเข้่าใจต่อโรคนี้อย่างถูกต้องนะครับจากคำแถงการและการให้สัมภาษณ์ สื่อต่างๆของท่านอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต  คงจะไขข้อสงสัย และเข้าใจตรงกันแล้วนะครับว่าโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า - African Horse sicknessโรคนี้ระบาดในสัตว์เท่านั้น ไม่ติต่อสู้คนนะครับ และไม่เกี่ยวข้อใดๆกับ โรคไวรัส   COVID-19 ที่ระบาดกันอยู่นี้นะครับ  ถึงตรงนี้คงจะสบายใจกันแล้วนะครับ สำหรับท่านใดเห็นว่า บทความและคลิปนี้มีประโยชน์สามารถกดแชร์ และส่งต่อๆ กันไป ได้นะครับ ผมไม่หวงนะครับสามารถแชร์ได้เพื่อเป็นวิทยทาน แหล่งความรู้ให้กับคนทั่วไปเข้าใจนะครับ ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่เจ็บไม่ไข้ เงินทองไหลมาเทมากันทุกๆท่านนะครับ สำหรับบทควมและคลิปนี้ผมขอตัวลาไปก่อนพบกันใหม่ในบทความและคลิปต่อๆไปของผมนะครับ อย่าลืม กดไล กดแชร์ กด ติดตามกันด้วยนะครับ สวัสดีครับ ...


ดลรวี ภัทรกุลพิมล
อาสาปศุสัตว์ดีด่น ระดับจังหวัดกรุงเทพมหานคร
Facebook : https://www.Facebook.com/LivestockNJ

ไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19 (COVID-19) แพร่เชื้อติด สัตว์เลี้ยง สัตว์เศรษฐกิจ และ สัตว์ป่า ได้หรือไม่? แพร่เชื้อจากสัตว์สู่คนได้หรือไม่?


สวัสดีครับ พบกันอีกเช่นเคย กับผม ดลรวี ภัทรกุลพิมล อาสาปศุสัตว์ ดีด่น ระดับจังหวัดกรุงเทพมหานคร นะครับ บทความนี้เป็นบทความพิเศษที่ผมทำขึ้นในช่วงของการระบาดของโรคโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19 นะครับ...ชมคลิปประกอบ คลิ๊กที่นี่ https://youtu.be/gWVZteSdspk

สืบเนื้องมาจาก ที่ผมเองเป็นอาสาปศุสัตว์ และได้รับคำถามเป็นจำนวนมาก ในช่วงระยะเวลานี้ ว่าสัตว์สามารถติด เชื้อ ไวรัสโควิด-19 ได้หรือไม่ สัตว์สามารถแพร่เชื้อโรคในสัตว์ด้วยกันได้หรือไม่? และสัตว์สามารถแพร่เชื้อโรคสู่คนได้หรือไม่?...คือ 3 คำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิดที่ถูกถามมานะครับ  ผมจึงได้ทำการรวบรวมข้อมูล ที่มีการอับเดตในปัจจุบัน และยังสอบถามจาก กลุ่มสัตวแพทย์ที่เชี่ยวชาญในเรื่องโรคติดต่อในสัตว์ และผมจะนำมาสรุปย่อยให้เรื่องยากๆ ให้เข้าใจกันง่ายขึ้นนะครับ... ก่อนอื่นเลย เรามาทำความรู้จักและรู้ที่มาที่ไปของเชื้อไวรัสโคโรน่ากันก่อนนะครับ เพื่อความเข้าใจที่มากขึ้นเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรน่าตัวนี้นะครับ...


ไวรัสโคโรน่าคืออะไร
ไวรัสโคโรน่าเป็นไวรัสที่จัดอยู่ในวงศ์ใหญ่ที่สุดในบรรดาไวรัสที่พบในทั้งสัตว์และคนนะครับ  ไวรัสโคโรน่ายังเป็นสาเหตุทำให้เกิดความเจ็บป่วยต่าง ๆ ตั้งแต่โรคหวัดธรรมดาจนถึงโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บป่วยอย่างรุนแรง เช่น โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS) ที่เราคุ้นหูและเรียกกันว่าโรคเมอร์ส และ  โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง (SARS) ที่เราคุ้นหูและเรียกกันว่าโรค ซ่าร์ส นะครับ และไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่นี้คือ สายพันธุ์ไวรัสโคโรน่า ที่ไม่เคยถูกพบในคนมาก่อน และไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่นี้มีชื่อเรียกว่า 2019-nCoV หรือ ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือที่เรารู้จักกันดีว่า โควิด-19 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ไม่เคยพบมาก่อนนั้นเอง มีรายงานการระบาดในเมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นครั้งแรก ในเดือนธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา และ ยังมีข้อสงสัยกันอยู่นะครับว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้คือชนิดเดียวกับโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง (SARS) หรือไม่...  แท้จริงแล้วไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 นี้มีการยืนยันแล้วนะครับว่าไม่ใช่ไวรัสชนิดเดียวกันกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรงหรือ SARS ถึงแม้ไวรัสทั้งสองชนิดนี้มาจากวงศ์เดียวกันแต่ไม่ใช่ชนิดเดียวกันนะครับ พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ไวรัสทั้งสองตัวนี้ คือลูกพี่ลูกน้องกัน...



ที่นี้เรามาดูความอัตรายของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 กันว่าอันตรายอย่างไรนะครับ

ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 นี้จะมีอาการเช่นเดียวกับผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โดยจะแสดงอาการตั้งแต่ระดับความรุนแรงน้อย ได้แก่ คัดจมูก เจ็บคอ ไอ และมีไข้ โดยในบางรายที่มีอาการรุนแรงจะมีอาการปอดบวมหรือหายใจลำบากร่วมด้วย บางรายเสียชีวิตได้แต่พบไม่บ่อยนัก แต่หากผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน และโรคหัวใจ จะเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยรุนแรงหากได้รับเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 และมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตสูงหากไม่ได้รับการรักษาอาการอย่างไกล้ชิด เราคงทราบกันแล้วกับที่มีการระบาด ในประเทศ อิตาลี นะครับ ประเทศมีผู้สูงอายุจำนวนมาก ซึ่งมีความเสี่ยงมากและระบาดอย่างรวดเร็วเช่นกัน...


เรามารู้จักเจ้าไวรัสโคโรน่าว่ามีอะไรบ้าง และไวรัสโคโรน่าแบ่งแยกออกให้เห็นภาพชัดๆ เป็น 4 กลุ่มได้ดังนี้

1- Alpha Coronavirus  แพร่เชื้อในสัตว์เลี้ยง ในสุนัข แมว และ สัตว์เศรษฐกิจ สุกร *** ไม่มีการติดต่อสู่คน ***

2- Delta Coronavirus แพร่เชื้อในสัตว์เศรษฐกิจ พบในไก่งวง และ ในสุกร *** ไม่มีการติดต่อสู่คน *** 

3- Gamma Coronavirus  แพร่เชื้อในสัตว์เศรษฐกิจ ไก่ *** ไม่มีการติดต่อสู่คน ***

4- Beta  Coronavirus แพร่เชื้อในคน  *** ติดต่อสู่คน***  และ ติดต่อจากสัตว์สู่คนนะครับ คือ โรคเมอร์ส และ โรคซ่าร์ส


 Alpha Coronavirus

* Canine Coronavirus (CCV) ทำให้เกิด โรคลำไส้อักเสบในสุนัข
* Feline Coronavirus  (FCOV) ทำให้เกิดเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (FIP) ในแมว
* Porcine epidemic diarrhea (PED) ทำให้เกิดโรคท้องร่วงติอต่อในสุกร
* สรุป กลุ่ม Alpha Coronavirus  แพร่เชื้อในสัตว์เลี้ยง สุนัข แมว และสัตว์เศรษฐกิจ สุกร - ไวรัสกลุ่มนี้ไม่ติดต่อสู่คน -


Delta Coronavirus
   
กลุ่มนี้มักพบในสัตว์สัตว์เศรษฐกิจ มักพบในไก่งวง และกลายพันธุ์มาเป็น Porcine Delta Coronaviru (PDCOV) แพร่เชื้อในสุกร
สรุป กลุ่ม Delta coronavirus    แพร่เชื้อในสัตว์เศรษฐกิจ ไก่งวง และ สุกร  - ไวรัสกลุ่มนี้ไม่ติดต่อสู่คน -


Gamma Coronavirus

* Infectious bronchitis virus (IBV)ให้เกิดโรคหลดลมอักเสบติดต่อในไก่
สรุป กลุ่ม Gamma Coronavirus  แพร่เชื้อในสัตว์เศรษฐกิจ ไก่ -ไวรัสกลุ่มนี้ไม่ติดต่อสู่คน-


Beta Coronavirus 

กลุ่มก่อให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจของคน
- ไข้หวัดทั่วไป
- SARS-Cov
- MERS-Cov
- โคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19

สรุป กลุ่ม Beta Coronavirus
- โควิด-19 แพร่เชื้อในคน และ ติดต่อสู่คน
- SARS และ MERS แพร่เชื้อในคน  ติดต่อสู่คน และ ติดต่อจากสัตว์สู่คนนะครับ


คนทั่วไปสามารถติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 จากสัตว์ได้หรือไม่

จากข้อมูลที่ค้นพบ พบว่า ไวรัสโคโรน่าที่ทำให้เกิดโรคซาร์ส (SARS-CoV) สามารถติดต่อจากชะมดสู่คนได้ ซึ่งมีรายงานพบที่ประเทศจีนในปีพ.ศ. 2545 ต่อมาเมื่อปีพ.ศ. 2555 มีรายงานพบไวรัสโคโรน่าที่ทำให้เกิดโรคเมอร์ส(MERS-CoV) ในประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยพบว่ามีการติดต่อจากอูฐหนอกเดียวสู่คน (ในไวรัสโคโรน่าที่เคยทราบสายพันธุ์บางชนิดมีการติดต่อแพร่หลายในสัตว์แต่ยังไม่สามารถติดต่อมาสู่คนได้) ต่อมาทั่วโลกได้มีการพัฒนาระบบเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น จึงทำให้มีการระบุสายพันธุ์ไวรัสโคโรน่าได้มากขึ้นปัจจุบันพบได้หลายสายพันธุ์ ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 ที่พบนี้เป็นสายพันธุ์ที่ 7 ของไวรัสโคโรน่านะครับ

ในส่วนของ โควิด-19 ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าสัตว์ชนิดใดที่เป็นพาหะนำเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 แต่ถึงยังไม่มีการยืนยันไม่ได้หมายความว่าท่านจะได้รับเชื้อไวรัสดังกล่าวจากสัตว์ชนิดอื่นๆ หรือจากสัตว์เลี้ยง นะครับ เพราะว่ายังไม่มีการยืนยันแน่ชัดในเรื่องนี้นะครับ  แต่ว่าไม่ต้องตื่นตระหนกนะครับ เป็นที่ทราบกันว่าสัตว์ที่เป็นแหล่งพาหะน่าจะมาจากตลาดค้าสัตว์ในจีนซึ่งเป็นแห่งแรกที่มีการรายงานว่ามีการติดเชื้อในคน ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันตนเอง หากต้องไปอยู่ในตลาดค้าสัตว์เหล่านี้ ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ที่มีชีวิตอยู่โดยปราศจากการป้องกันใดๆ
สิ่งที่ควรทำคือควรหลีกเลี่ยงการบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ยังไม่ผ่านการทำให้สุก การสัมผัสเนื้อดิบ หรืออวัยวะสัตว์ ควรเพิ่มความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการปนเปื้อนระหว่างอาหารที่ยังไม่ปรุงให้สุกและปฏิบัติตามหลักอาหารปลอดภัยอย่างอคร่งครัดนะครับ...


สัตว์ทั่วไป สัตว์เลี้ยง สัตว์เศรษฐกิจ และ สัตว์ป่า สามารถติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 จากคนได้หรือไม่

จากแหล่งข่าวและสื่อล่าสุดได้รายงานว่าตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  หรือ โควิด-19 ในสุนัขรายที่ 2 ของผู้ป่วยโรค โคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19  ในฮ่องกง โดยผู้ป่วยรายนี้เลี้ยงสุนัขสายพันธ์เยอรมันเชฟเฟิร์ด (German Shepherd) อายุ 2 ปี 1 ตัว และสุนัขพันธ์ผสมอายุ 4 ปี 1 ตัว สุนัขทั้ง 2 ตัว ได้รับการแยกเพื่อไปกักดูอาการ และเก็บตัวอย่างสิ่งคัดหลังทางจมูก และปาก ในวันที่ 18 มีนาคม 2563 และในวันที่ 19 มีนาคม 2563 พบผลบวกต่อการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19  เพียงในสุนัขพันธ์เยอรมันเชฟเฟิร์ดตัวเดียว เท่านั้น ซึ่งจากนี้กรมประมงและอนุรักษ์ของฮ่องกง (AFCD) จะดำเนินการติดตามอาการสัตว์ และเก็บตัวอย่างเพิ่มเติมสุนัขทั้ง 2 ต่อไป

จากการตรวจพบในครั้งนี้ ท่านอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะเลขานุการร่วมของคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก เนื่องจากยังไม่มีรายงานหรือหลักฐานที่ชัดเจนถึงการติดเชื้อของคนจากสัตว์เลี้ยง หรือแพร่ให้สัตว์อื่นได้ ทั้งนี้สุนัขที่ติดเชื้อต้องมีการสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคดังกล่าว 10 วันหลังวันเริ่มติดเชื้อ ดังนั้นในสุนัขสายพันธ์ปอมเมอเรเนียน (Pomeranian) ซึ่งเป็นสุนัขที่พบเชื้อในช่วงเดือนกุมภาพันธุ์ 2563 ที่ผ่านมา ที่มีการตรวจพบการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตัวแรก ให้ผลลบต่อการตรวจการสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้ ซึ่งแสดงว่าสัตว์อาจไม่ได้ติดเชื้อหรือติดเชื้อในระดับต่ำจนไม่มีการสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้นเองนะครับ
สรุปก็คือ ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีการยืนยันฟันธงอย่างแน่ชัดว่า สัตว์เลี้ยง สัตว์เศราฐกิจ สัตว์ป่า สามารถติเชื่อไวรัส โคโรน่า-19 จากคนได้ และยังไม่พบว่า ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19  แพร่เชื้อจากสัตว์สู่สัตว์ด้วยเช่นกัน และยังไม่พบการแพร่เชื้อสู่คนด้วย เช่นกันนะครับ ทั้งนี้ถึงอย่างไรเราไม่ควรประมาทในเหตุการปัจจุบันนะครับ เราควรดูแลสัตว์ในการปกครองของเราให้ดีโดยยึดแนวปฎิบัติดังนี้


การป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19 กับสัตว์เลี้ยง

1- งดการนำสัตว์เลี้ยงออกไปแหล่งชุมชนที่มีคนหมู่มาก
2- ล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังการสำผัสสัตว์เลี้ยง
3-แยกตัวเราจากสัตว์เลี้ยงหลังจากกลับจากประเทศที่มีกลุ่มเสี่ยงตามประกาศของกระทรวงสาธารณะสุข
4- หากเจ้าของสัตว์ป่วยด้วยโรค โคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19 ควรล้างมือให้สะอาดและใส่หน้ากากอนามัย ก่อนสัมผัสสัตว์เลี้ยง ทางที่ดี ไม่ควรอยู่ไกล้สัตว์เลี้ยงดีที่สุด
5- หากสัตว์ป่วย ให้โทรปรึกษาแจ้งอาการสัตวแพทย์โดยเร็ว


การป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19 ในสัตว์เศรษฐกิจ

ด้านการรักษาสุขอนามัย
1- จุ้มเท้าฆ่าเชื่อ สเปรย์มือด้วยแอลกอฮดล์ก่อนเข้าฟาร์ม
2- สวมหน้ากากอนามัย
3- สร้างความตระหนักด้านสุขอนามัยส่วนบุคคลให้แก่พนักงาน
4- หมั่นล้างมอด้วยน้ำ สบู่ แอลกอฮอล์
5- กินร้อน ใช้ช้อนกลาง
6- ไม่ออกไปแหล่งชุมชนที่มีการรวมตัวตคนหมู่มาก

ด้านการคัดกรองคน
1- วัดอุหภูมิร่างกาย สำรวจและคัดกรองคนก่อนเข้าฟาร์ม
2- สื่อสารมาตรการให้บุคคลภายนอกที่มาติดต่อให้รับทราบ
3- หลีกเลี่ยงการจัดประชุมหรือจัดกิจกรรมที่มีคนหนาแน่น
4- ไม่เดินทางไปยังประเทศที่มีความเสี่ยงตามประกาศของสาธารณสุข

ด้านการรักษาความสะอาด
ทำความสะอาดพื้นที่มีการสัมผัสหรือไช่ร่วมกันด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือแอลกอฮอล์ เช่น ราวบันใด ที่จับประตู เป็นต้น

ด้านการใช้รถของฟาร์ม
ก่อนและหลังใช้งานทำความสะอาดจุดสัมผัสต่างๆของรถด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือแอลกอฮอล์

ด้านการใช้อุปกรณ์และเครื่องมือทำความสะอาดฆ่าเชื้
1- ควบคุมปริมาณและจัดเก็บให้เพียงพอ
2- ตรวจสอบความสมบูรณ์ของอุปกรณ์อยู่เสมอ

ด้านการตรวจสอบ
ตรวจสอบการปฎิบัติงานตามมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันของคนในฟาร์มเป็นประจำ

ด้านมาตรการฉุกเฉิน กรณีฟร์มตั้งอยู่ในเขต ตำบลที่พบผู้ป่วยติดเชื้อ ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19
1- ทุกคนในฟาร์มสวมใส่หน้ากากอนามัยและทิ้งลงถังขยะติดเชื้อ
2- สำรวจ คัดกรองบุคคลเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ
3- งดรับบุคลากรภายนอกเข้าเยี่ยมชมฟาร์ม


การป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19 ในด้านสัตว์ป่า 
ในส่วนตรงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ห่างไกลตัวเรามากเพราะเราคงไม่ด้ไกล้ชิดกับสัตว์ป่ากันอยู่แล้วนะครับ คงจะมีแต่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทางด้านสัตว์ป่า ตรงนี้คงมีมาตรการรองรับกันดีอยู่แล้วในหน่วยงานนั้นๆ สิ่งที่เราควรงดและระวังก็คือ งดการเข้าไกล้สัตว์ป่า งดการเที่ยวสวนสัตว์ ที่มีสัตว์ป่าในช่วงที่มีการระบาดของโรค โควิด-19 นะครับ..


สรุปให้เข้าใจตรงกันนะครับว่า โคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19  เป็นไวรัสที่อยู่ในวงศ์ Coronaviridae สกุลเดี่ยวกับ SARS-Cov และ MERS-Cov เป็นไวรัสชนิด RNA สายบวก สายเดี่ยว มีเยื่อหุ้ม มีโครงสร้าง คล้ายหนามล้อมรอบ (Spike) และในปัจจุบันนี้ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่า สัตว์เลี้ยง สัคว์เศรษฐกิจ และ สัตว์ป่า ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19  จากคนได้นะครับ ส่วนสุนัขทั้ง 2 ตัว ที่ตรวจพบเชื้อนั้น ตัวที่1 สุนัขสายพันธ์ปอมเมอเรเนียน (Pomeranian) สรุปว่าไม่ได้ติดเชื้อโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19 ส่วนตัวที่ 2 สุนัขสายพันธ์เยอรมันเชฟเฟิร์ด (German Shepherd)อยู่ระหว่างเฝ้าดูอาการ ซึ่งสุนัข ทั้ง2ตัวนี้อาจจะไม่ได้ติดเชื้อจากคน แต่อาจเป็นเพราะเชื้อโรคที่ได้รับอาจจะมาจากสารคัดหลั่งของเจ้าของสุนัขเองที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19นี้ จึงทำให้ปนเปื่อนในตัวสัตว์ จึงทำให้ตรวจพบเชื่อในสุนัข2ตัวนี้ ซึ่งแสดงว่าสัตว์อาจไม่ได้ติดเชื้อหรือติดเชื้อในระดับต่ำจนไม่มีสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรค แต่ถึงอย่างไร ยังไม่มีรายงานว่า ไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19  ติดต่อจากสัตว์สู้คนได้ และยังไม่มีรายงานว่าติดต่อจากสัตว์สู่สัตว์ด้วยกันได้ เรื่องนี้สบายใจกันได้นะครับ  แต่ทั้่งนี้ทั้งนั้นเราไม่ควรประมาทนะครับ ปฎิบัติตามคำแนะนำข้างต้นอย่างเคร่งครัด จะเป็นผลดีต่อตัวเรา และส่วนรวมนะครับ ป้องกันไว้ก่อนจะดีกว่านะครับ อย่าใช้ชีวิตประมาทในช่วงนี้นะครับ เพราะจริงๆ แล้วไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19  ที่พบนี้ เป็นลูกพี่ลูกน้องของโรคระบาดที่เราคุ้นหูกันอย่าง โรคซาร์ส (SARS) ที่เคยระบาดมาก่อนในเอเชียเมื่อปี 2002 และ โรคเมอร์ส (MERS) ที่เคยระบาดในตะวันออกกลางเมื่อปี 2012 โดยทั้งหมดนี้ต่างก็เป็นเชื้อในตระกูลโคโรนาไวรัสที่เคยพบว่าติดมาจากสัตว์นะครับ...


สุดท้ายนี้  กินร้อน ช้อนกู ต่างคนต่างอยู่ ห่างกู 2เมตร นะครับ ฟังแล้วดูเหมือนคำหยาบ แต่มันคือสัจธรรมของความจริงที่เราต้องยอมรับและต้องปฎิบัตินะครับ สำหรับบทความนี้ ผมต้องขอจบเพียงเท่านี้นะครับ สำหรับท่านใดเห็นว่า บทความนี้มีประโยชน์สามารถกดแชร์ และส่งต่อๆ กันไป ได้นะครับ ผมไม่หวงนะครับสามารถแชร์ได้เพื่อเป็นวิทยทาน แหล่งความรู้ให้กับคนทั่วไปเข้าใจ และได้ทราบวิธีป้องกันตัวเองจากไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19  นะครับ ช่วยๆกันนะครับ เราต้องชนะครับ เพียงแค่เรามีความเข็มแข็ง มีความรับผิดชอบต่อสังคม คิดบวก และขอให้ทุกท่าน มีสุขภาพ ทั้งกาย และจิตใจ ที่สมบูณ์แข็งแรง รอดพ้นจาก เชื้อร้่ายทั้งปวงนะครับ อย่าลืมนะครับหากมีอาการ มีไข้สูงกว่า 37.5 องศา ไอ จาม  หายใจติดขัด เจ็บคอ นานเกิน 2 วัน  แจ้งสายด่วน 1422 (แจ้งเหตุผู้มีความเสี่ยงติดเชื่อ COVID-19)และพบกับผมใหม่ในบทความต่อๆไปนะครับ สำหรับบทความนี้ต้องขอตัวลาไปก่อน สวัสดีครับ...


-------------------------------------------------------------------------------------------------------
- UPDATE - เอเอฟพี รายงานกรณีที่พบว่า แมวติดเชื้อไวรัสโคโรนา รายแรกของโลก หลังได้รับเชื้อปนเปื้อนจากเจ้านายในประเทศเบลเยียม กรณีนี้ถือเป็นการติดต่อจากคนสู่สัตว์เคสที่ 3 ของโลกที่พบ หลังกรณีสุนัขสองตัวในฮ่องกงที่ติดเชื้อจากเจ้าของ ทางการจึงเตือนให้ผู้เลี้ยงสัตว์ระมัดระวังและแยกจากสัตว์เลี้ยงทันทีที่มีอาการป่วย ดร.เอ็มมานูเอล อองเดร โฆษกสำนักงานสาธารณสุขเบลเยียม แถลงว่า กรณีนี้เป็นกรณีหายากมาก และเป็นเคสพิเศษที่แยกเดี่ยว พบโดยนักวิจัยที่คณะสัตวแพทย์ เมืองลีแยช ประเทศเบลเยียม ลักษณะเป็นการติดต่อจากความใกล้ชิดระหว่างสัตว์กับมนุษย์ที่ติดเชื้ออยู่ก่อน เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า สัตว์เลี้ยงที่ติดเชื้อปนเปื้อนจากมนุษย์ ไม่มีความเสี่ยงใดๆ ที่จะทำให้มนุษย์ติดเชื้อจากมันได้

"ไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะคิดไปได้ว่า สัตว์จะเป็นพาหะนำโรคของการระบาดในสังคมของเรา" ดร.อองเดรกล่าว

สำนักงานความปลอดภัยทางอาหารของเบลเยียม AFSCA แถลงย้ำด้วยว่า ไม่มีหลักฐานใดที่บ่งบอกว่าสัตว์เลี้ยงจะแพร่ไวรัสมาสู่คนหรือสัตว์เลี้ยงตัวอื่นๆ ได้ คำแนะนำป้องกันเบื้องต้นคือ ให้รักษาอนามัยเมื่อเลี้ยงสัตว์ ต้องล้างมือหลังจากอุ้มหรือสัมผัสสัตว์ อย่าให้สัตว์มาเลียหน้า

คณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.มหิดล เผยว่าในขณะนี้ยังไม่มีรายงานการติดต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 จากสัตว์สู่คน หลังพบอุจจาระของแมวที่ประเทศเบลเยียมมีเชื้อไวรัสโควิด-19 ปะปน ระบุรอผลการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อยืนยันการติดเชื้อ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------


ดลรวี ภัทรกุลพิมล
อาสาปศุสัตว์ดีด่น ระดับจังหวัดกรุงเทพมหานคร
Facebook : https://www.Facebook.com/LivestockNJ
website : https://www.anragon.com

#แมวติดโควิด #หมาติดโวิด #สุนัขติดโควิด  #ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่2019 #โควิด-19 # COVID-19 #โคโรน่า2019 #โควิด-19 #COVID-19 #โคโรน่า2019 #โคโรน่า #CORONA #novel-coronavirus-2019 #2019-nCoV #MERS #SARS